อย่างโหดเหี้ยม! “เมสซี” กดแฮตทริกพาฟ้าขาวกระหน่ำ โบลิเวีย 3-0 ยิงรวมแซง “เปเล่”

ลิโอเนล เมสซี ตัวรุกอาร์เจนติน่า ทำลายสถิติการยิงประตูกลุ่มชาติสูงสุดในส่วนนักเตะฝั่งอเมริกาใต้ของ เปเล่ ลงได้ ข้างหลังซัดแฮตทริค ช่วยทำให้ “ฟ้าขาว” ไล่ถล่มโบลิเวีย 3-0 ในศึกบอลโลก รอบเลือกสรร

การประลองที่สนามโมนูเมนตัล สเตเดี้ยมในกรุงบัวโนส ไอเรส เป็น เมสซี่ ที่โชว์ความยอดเยี่ยมอีกครั้ง โดยรับเหมายิง 3 ประตูช่วยชาติคว้าชัยชนะสำคัญเอาไว้ได้ (1 ประตูในครึ่งแรก และก็อีก 2 ลูกในครึ่งหลัง)

ก่อนการแข่งขัน เปเล่ มีสถิติยิงในเกมระดับกลุ่มชาติที่ 77 ลูก ในตอนที่ เมสซี่ ยิงรวม 76 ลูกให้กับอาร์เจนติน่า แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้เขาซัดรวมไปแล้ว 79 ประตู

สำหรับอันดับที่ 3 ในลิสต์นักเตะที่ยิงสูงที่สุดให้กับกลุ่มชาติฝั่งอเมริกาใต้คือ เนย์มาร์ โดยซัดไปแล้ว 68 ตุงให้กับบราซิล

แฮตทริคในนัดหมายนี้ส่งให้ เมสซี่ ยิงประตูสำหรับเพื่อการแข่งขันบอลโลก รอบเลือกสรรรวม 26 ลูก ทำสถิติแซงหน้า หลุยส์ ซัวเรซ อดีตกาลเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มบาร์เซโลน่าของเขาอีกด้วย

อลังการงานสร้าง! เรอัล มาดริด กลับใช้สนามแข่ง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว สัปดาห์นี้

พร้อมกลับมาใช้งานในสัปดาห์นี้แล้วสำหรับ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว สนามเหย้าของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ชมรมดังในศึก ลา ลีกา สเปน ที่ปิดแก้ไขไปนานตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2018โดยล่าสุด ทางชมรมได้ออกมาการันตีว่า เกมที่จะเปิดบ้านเจอกับ เซลต้า บีโก้ ในคืนวันอาทิตย์ที่ 13 เดือนกันยายน นี้ จะกลับมาลงแข่งขันใน ซานติอาโก้ เบร์นาเบว อีกที ที่เพิ่มปริมาตรเป็น 81,000 ที่นั่งอย่างไรก็ดีด้วยปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา {โควิด-19) ในประเทศสเปน ทำให้จะมีคู่รักบอลเข้าชมในสนามได้เพียงแค่ 30,000 คนเท่านั้น ซึ่งแต่เดิมจะอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมถึง 50,000 คนซึ่งการปรับแก้สนามในครั้งนี้

นับว่ามีความรวดเร็วมหาศาลเดินหน้าแก้ไขกันตลอด 1 วัน โดย มาร์ก้า สื่อดังแดนกระทิงดุ ถึงกับพาดหัวเกี่ยวหัวข้อนี้ว่า “อัศจรรย์” ด้วยงบประมาณการก่อสร้างเกือบ 600 ล้านยูโร (ราว 23,000 ล้านบาท)สำหรับตารางเสร็จสมบูรณ์ของสนาม ซานติเตียนอาโก้ เบร์นาเบว แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นคือมกราคม ปี 2023 โดยยังเหลือเก็บเนื้อหาอีกบางส่วน ซึ่งสนามใหม่นี้จะมีจุดแข็งคือโครงหลังคาแบบใหม่ซึ่งสามารถพับเก็บได้, ป้ายสกอร์บอร์ดแบบ 360 องศา รวมทั้งมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถฉายภาพลงบนผิวข้างนอกทั้งสิ้นของสนามกีฬาได้

5 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้ “คามาวิงก้า” แข้งคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว”

เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ที่ลาลีกา สเปน ประกาศคว้าตัว เอมองอาร์โด้ คามาวิงก้า กองกลางดาวรุ่งชาวประเทศฝรั่งเศส วัย 18 ปี จากสมาพันธ์แรนส์ ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนนักเตะซัมเมอร์ ปี 2021 โดยเซ็นสัญญายาว 6 ปี

คามาวิงก้า ตกเป็นวัตถุประสงค์ของหลายๆสมาพันธ์ชั้นนำในยุโรป ก่อนจบกับ “กษัตริย์ชุดขาว” เขาโดนจับตามองว่า จะเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีเยี่ยมที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า แล้วก็นี่เป็น 5 เรื่องราวของเขา ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

กำเนิดในค่ายผู้อพยพชาวแองโกลา
คามาวิงก้า กำเนิดเมื่อปี 2002 ในค่ายผู้อพยพชาวแองโกลา พ่อแล้วก็แม่เป็นชาวคองโก เมื่ออายุได้ 2 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส เพื่อหนีภัยการสู้รบ แต่แล้วเมื่อตอนปี 2013 บ้านของเขาถูกไฟลุกจนสินทรัพย์เสียหายมาก
เคยฝึกเล่นกีฬายูโดมาก่อน
คามาวิงก้า เริ่มต้นจากทีมเยาวชนของสมาพันธ์ดราปู-ฟูแฌร์ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แม้กระนั้นขณะนั้น เขายังได้ไปฝึกฝนวิชาวิชาป้องกันตัวอย่างกีฬายูโดอีกด้วย แม้กระนั้นในที่สุดแล้ว เจ้าหนูคามาวิงก้าก็เลือกโฟกัสไปที่การเป็นนักฟุตบอลเพียงอย่างเดียว
ติดทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดใหญ่ตอนอายุ 17 ปี
คามาวิงก้า นอกจากจะเป็นนักเตะทีมชาติประเทศฝรั่งเศส ชุดยู-21 แล้ว ยังได้รับจังหวะลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของ “เลส์ เบลอส์” ไปแล้ว 3 นัด โดยการลงสนามครั้งแรกนั้น เป็นนัดที่เจอกับโครเอเชีย ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อกันยายน 2020 ด้วยวัย 17 ปี 9 เดือน 29 วัน แปลงเป็นนักเตะอายุน้อยสุดในรอบกว่า 100 ปี ที่ประเดิมลงเล่นให้กับทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดใหญ่เป็นครั้งแรกมีประสบการณ์ในแชมเปี้ยนส์ ลีก


ฤดู 2019/20 แรนส์ได้ชั้นที่ 3 ในลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศส จำพวกที่จะต้องตัดจบฤดูกาลก่อน เพราะเหตุว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวัววิด-19 ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงฤดูกาลถัดมา โดนจับสลากอยู่กรุ๊ปเดียวกับเชลซี, เซบีคุณย่า แล้วก็คราสโนดาร์ ซึ่งคามาวิงก้า ก็ได้จังหวะลงสนามในถ้วยใหญ่สุดของยุโรป 4 จาก 6 นัด ของรอบแบ่งกลุ่ม แล้วก็ลงเล่นเป็นตัวจริงทุกนัด
มีความก้าวหน้าในแต่ละตำแหน่งที่ลงเล่น


ตลอดช่วงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ กองกลางวัย 18 ปีรายนี้ สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงกองกลาง โดยหลักแล้วเขาจะเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ แม้กระนั้นจะได้รับบทบาทที่มากขึ้นสำหรับการทำเกมรุก คามาวิงก้าแสดงให้เห็นถึงความสามารถต่างๆไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล, การจ่ายบอล รวมทั้งการเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยม แล้วก็จะยังคงอุตสาหะหาตำแหน่งที่ดีเยี่ยมที่สุดถัดไป

นัดแรกก็ยิงเลย! “จูด เบลล์” จัดหนึ่งเม็ดช่วย อังกฤษ U19 เฉือน อิตาลี U19 2-0

ดาวยิงลูกครึ่งอังกฤษ-ไทย จากเชลซี ประเดิมสกอร์แรกของตนเองในกลุ่มสิงโตขู่คำราม U19 ช่วยกลุ่มลับแข้งชนะอิตาลี 2-0

จูด ซุ่นสมบัติพัสถาน เบลล์ กองหน้าลูกครึ่ง ยิงหนึ่งประตูช่วยให้กลุ่มชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี อุ่นเครื่องเอาชนะ อิตาลี 2-0 เมื่อคืนวันที่ 2 ก.ย. ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ดาวยิงวัย 17 ปี โชว์ฟอร์มได้ดีในกลุ่มสิงห์บลูส์ U23 สม่ำเสมอมาจากฤดูที่แล้ว ก่อนถูกเรียกตัวติดกลุ่มชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในโปรแกรมอุ่นเครื่องก.ย. เพื่อจัดเตรียมกลุ่มลุยศึกฟุตบอลชิงชนะเลิศแห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบเลือกเฟ้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ปัจจุบัน จูด เบลล์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้กลุ่มในเกมลับแข้งกับอิตาลี ก่อนซัดหนึ่งประตูช่วยให้สิงโตขู่คำรามเอาชนะอัซซูรีไป 2-0

ดังนี้ จูด เบลล์ ยังมีโปรแกรมลงเล่นให้กลุ่มชาติอังกฤษ U19 ในเกมอุ่นเครื่องอีกหนึ่งนัดหมาย พบกับ กลุ่มชาติเยอรมนี U19 ในวันที่ 6 ก.ย.นี้

เปิดโผ 10 ชั้นหน้าแข้งยิงมากสุดในนามทีมชาติ หลัง “โรนัลโด” รั้งชั้น 1 เดี่ยวเสร็จ

จารึกประวัติศาสตร์ขึ้นแท่นลำพังๆขึ้นชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูให้ทีมชาติมากที่สุดเรียบร้อย สำหรับ คริสเตียโน โรนัลโด ข้างหลังโขก 2 ประตูให้ ทีมชาติประเทศโปรตุเกส เปิดบ้านเฉือน ทีมชาติไอร์แลนด์ 2-1 ในศึกบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กรุ๊ปเอ เมื่อคืนก่อนหน้านี้

ก่อนเกมนี้ โรนัลโด รั้งอันดับต้นๆร่วมกับ อาลี ดาอี ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติอิหร่าน ที่ปริมาณ 109 ประตู แม้กระนั้น 2 ประตูในเกมปัจจุบัน ทำให้ศูนย์หน้าวัย 36 ปี ที่เริ่มต้นเกมนี้ด้วยการยิงจุดลูกโทษไม่เข้าตั้งแต่นาทีที่ 15 ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อย

นอกเหนือจากนั้น โรนัลโด ยังทำสถิติลงไปในสนามรับใช้ทีมชาติประเทศโปรตุเกสเป็นนัดที่ 180 ทำให้เจ้าตัวได้รับตำแหน่งนักเตะยุโรปที่ลงเล่นให้ทีมชาติมากมายสุด ร่วมกับ เซร์คิโอ รามอส (ทีมชาติประเทศสเปน) อีกด้วย

สรุป 10 อันดับนักฟุตบอลที่ทำประตูในชื่อทีมชาติมากที่สุดในโลก

1. คริสเตียโน โรนัลโด 111 ประตู
ทีมชาติประเทศโปรตุเกส (2003 – ปัจจุบัน)

2. อาลี ดาอี 109 ประตู
ทีมชาติอิหร่าน (1993-2006)

3. ม็อกทาร์ ดาฮารี 89 ประตู
ทีมชาติมาเลเซีย (1972-1985)

4. เฟเรนซ์ ปุสกัส 84 ประตู
ทีมชาติฮังการี (1945-1956)

5. ก็อดฟรีย์ ชิทาลู 79 ประตู
ทีมชาติแซมเบีย (1968-1980)

6. ฮุสเซน ซาอีด 78 ประตู
ทีมชาติอิรัก (1976-1990)

7. เปเล่ 77 ประตู
ทีมชาติบราซิล (1957-1971)

8. (ร่วม) อาลี มับคูต 76 ประตู ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (2009 – ปัจจุบัน)
ลิโอเนล เมสซี 76 ประตู ทีมชาติประเทศอาร์เจนตินา (2005 – ปัจจุบัน)

10. (ร่วม) ปะทุชินิเงะ ติดอยู่มาโมโตะ 75 ประตู ทีมชาติประเทศญี่ปุ่น (1964-1977)
บาชาร์ อับดุลลาห์ 75 ประตู ทีมชาติคูเวต (1996-2018)